ฟิล์มกรองแสงสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท หลักๆ คือ 

1.  ฟิล์มโลหะ (Metalized Film) โดยฟิล์มชนิดนี้ใช้หลักการสะท้อนความร้อน (Reflection) เพื่อปกป้องความร้อนที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารหรืออาคารทางกระจก ซึ่งฟิล์มชนิดนี้ในท้องตลาดจะมีการนำมาจำหน่ายอยู่ 2 แบบ คือ      

              - ฟิล์มโลหะมีค่า (Precious Metal) ซึ่งโลหะที่นำมาใช้ในการสะท้อนความร้อน ได้แก่ ทองคำ เงิน อินเดียม ไทเทเนียม นิกเกิล เป็นต้น โลหะเหล่านี้มีความสามารถในการป้องกันความร้อนได้ และฟิล์มแต่ละแบรนด์ก็จะมีสัดส่วนของโลหะชนิดต่างๆ แตกต่างกันไป บางแบรนด์มีโลหะที่มีมูลค่ามากหน่อย ราคาฟิล์มก็จะสูง บางแบรนด์มีน้อย ราคาฟิล์มก็จะถูกลง ซึ่งจะมีผลต่อประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนอีกด้วย                 

ข้อดี : กันความร้อนได้ดี, มีอายุการใช้งานยาวนาน 5-10 ปี (ขึ้นอยู่กับการใช้งาน)                 

ข้อเสีย : มีราคาสูง, อาจรบกวนสัญญาณ GPS, EASY PASSบ้าง (แก้ปัญหาได้ด้วยการเจาะช่องรับสัญญาณ)      

               - ฟิล์มปรอท เป็นฟิล์มที่ใช้ปรอทในการสะท้อนความร้อน (ส่วนใหญ่จะใช้โลหะอลูมิเนียม เพราะต้นทุนต่ำ หาได้ง่าย)  ซึ่งฟิล์มประเภทนี้สามารถกันความร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจมีข้อจำกัดด้านการรบกวนสายตากับผู้ขับขี่คันอื่นๆ เพราะปรอทมีความเงา จะสะท้อนแสงได้สูง                

 ข้อดี : กันความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง, มีราคาปานกลาง                 

ข้อเสีย : อายุการใช้งานค่อนข้างสั้น 1-3 ปี เนื่องจากกระบวนการผลิตทำให้เสื่อมสภาพได้ง่าย, สะท้อนแสงสูงทำให้รบกวนสายตาผู้ขับขี่คันอื่นๆ ซึ่งกฎหมายห้ามไม่ให้มีการใช้ฟิล์มชนิดนี้ (แต่ยังไม่เข้มงวด)   


2. ฟิล์มเซรามิค (Ceramic Film) ฟิล์มชนิดนี้ใช้วัสดุจากที่ไม่ใช่โลหะ (Non Metal) และอนุพันธ์ของเซรามิค (Titanium Nitride) มาเป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิต โดยใช้หลักการดูดซับความร้อน (Absorption) ไว้ในตัวฟิล์ม ซึ่งอาจจะมีความสามารถกันร้อนได้ในระดับหนึ่งและอาจจะมีการคายความร้อนได้เล็กน้อยสู่ห้องโดยสารหรืออาคาร แต่ฟิล์มเซรามิคเกรดสูงๆ ที่สามารถกันร้อนได้ดี คายความร้อนสู่ห้องโดยสารได้ต่ำก็มีให้เลือกในท้องตลาดเช่นกัน                 

ข้อดี : กันความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง, มีราคาไม่สูงมาก, ไม่มีผลต่อสัญญาณ GPS, EASY PASS, อายุการใช้ งานยาว 5-10 ปี ข้อเสีย : ในบางรุ่น บางแบรนด์ อาจมีการคายความร้อนเข้าสู่ห้องโดยสารหรืออาคาร    

3.  ฟิล์มย้อมสีหรือฟิล์มดำ (Dyed Film) ฟิล์มประเภทนี้ ใช้หลักการย้อมสีให้เข้มเพื่อกรองแสงเป็นหลัก และอาจจะผสมสารกันความร้อนไว้บ้าง สังเกตได้ว่าค่ากันร้อนอาจจะอยู่ในระดับต่ำ (% การกันความร้อนน้อย) ฟิล์มชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กรองแสงในยุคแรกๆ ของการติดตั้งฟิล์ม ซึ่งเน้นเพียงการกรองแสงสว่างโดยเฉพาะ เนื่องจากในอดีตอุณหภูมิยังไม่สูงเท่ากับปัจจุบัน ฟิล์มชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมในอดีตเป็นอย่างมาก จนปัจจุบันนี้ ฟิล์มย้อมสีถูกนำมาขายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการฟิล์มที่ราคาย่อมเยาว์ และถูกนำไปใช้เป็นออพชั่นในการแถมกับรถที่ออกจากโชว์รูมอีกด้วย                 

ข้อดี : มีราคาถูก, กรองแสงสว่าง แสงจ้าได้ดีเนื่องจากฟิล์มมีสีเข้ม                 

ข้อเสีย : อายุการใช้งานงสั้นมาก 1-2 ปีมักพบสีซีดจาง เสื่อมสภาพได้ง่าย, กันร้อนได้น้อย (ยิ่งดูดซับความร้อนเข้าสู่ห้องโดยสารเนื่องจากมีสีเข้ม) 

คุณผู้อ่าน คงได้เห็นคุณสมบัติคร่าวๆ ของฟิล์มแต่ละประเภทแล้ว จึงพอจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกฟิล์มที่จะใช้แล้วใช่ไหมครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น การติดตั้งฟิล์มกรองแสง ควรพิจารณาจากงบประมาณ และความชอบ เพราะการเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงบ่อยๆ จะมีผลต่อกระจกรถของเรา เกิดการบอบช้ำ และอาจมีผลต่อไล่ฝ้าที่กระจกหลัง เกิดการฉีกขาดได้ ซึ่งคุณจะต้องรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้น (โดยปกติศูนย์ติดตั้งฟิล์มมาตรฐานจะมีวิธีการปกป้องไล่ฝ้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้) ลองพิจารณาข้อมูล เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของฟิล์มแต่ละแบบให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจเลือกฟิล์ม หรือสามารถสอบถามจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของ A1 AUTO ได้ครับ

All Right reserved.2016 A1 Auto